วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

10 วิธีทุจริตในการสอบ

10 วิธีทุจริตในการสอบ
หลายคนอาจจะมีกลโกงข้อสอบในแบบของตัวเองซึ่งก็แตกต่างกันออกไป แต่ในวันนี้ Clipmass จะพามาชม 10 วิธีการโกงข้อสอบ(แอบฮา)ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม (เคยทำแบบไหนยอมรับมา?) ซึ่งแต่ละวิธีนั้นเป็นการโกงข้อสอบที่แนบเนียน
1.            ซ่อนโพยไว้ในถุงน่อง


2.            เล็บมือ (ต้องมีความชำนาญในการเขียนตัวหนังสือให้เล็กมากที่สุดเท่าที่จะทำได้)





3.            ซ่อนไว้ในซอกหน้าอก (ใช้ได้เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น)

4.            ลายแทงในขวดน้ำ


5.            ภาพนี้มีอะไรผิดปกติลองดู(ทำกันเป็นขบวนการเลยทีเดียว)

6.            เขียนใสเทปใสแล้วนำไปติดไว้ที่ปากกา

7.            แก้วน้ำ

8.            โทรศัพท์มือถือทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด

9.            เขียนใส่กระดาษแล้วติดไว้ที่ต้นขา


10.    ถ้าใส่เสื้อแขนยาว โอกาสดีๆ ย่อมมีมากกว่า
ที่มา http://share.psu.ac.th/blog/studentdiscipline/37131









การสอบกับการคอร์รัปชัน

การสอบกับการคอร์รัปชัน
     Nikkei Asian Review ฉบับวันที่ 27 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม 2558 ได้ตีพิมพ์เรื่องราวการทุจริตในการสอบเพื่อสอบเข้าโรงเรียนแพทย์ในประเทศอินเดีย ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งน่าจะเป็นกรณีศึกษาสำคัญให้กับแวดวงการศึกษา และการแก้ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศไทยได้บ้างไม่มากก็น้อย 
เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2558 เป็นวันสอบเตรียมแพทย์ของนักเรียนชาวอินเดียทั่วประเทศกว่า 600,000 คน มีนักเรียนถูกจับได้ว่าโกงระหว่างทำข้อสอบเกือบ 2,000 คน (ยังมีบางคนที่หลบหนีอยู่) และทางการได้สั่งนักเรียนจำนวน 50 คน ไม่ให้เข้าสอบ เพราะตรวจพบการครอบครองอุปกรณ์สื่อสารเทคโนโลยีระหว่างสอบ เช่น การใช้ปากกาสแกน (scan) กระดาษคำถาม แล้วส่งข้อมูลผ่านบลูทูธ (Bluetooth) ไปยังอุปกรณ์ปลายทาง ที่สามารถตอบคำถามและส่งคำตอบกลับไปยังนักเรียนได้ มีบางคนใช้นาฬิกาดิจิทัลที่ซ่อนกล้องกับบูลทูธไว้ หรือชุดชั้นในที่ติดไมโครชิพ ที่สามารถรับสายโทรศัพท์เข้าได้ โดยชิพเหล่านี้จะเชื่อมต่อกับหูฟังเล็กๆ เพื่อให้ผู้ข้อสอบได้ยินคำตอบ เป็นต้น

     การโกงข้อสอบในประเทศอินเดียไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ เพราะทำอย่างแพร่หลายและทำมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี แต่ที่น่าตกใจคือ มีจำนวนนักเรียนที่ทุจริตมีเพิ่มมากขึ้น โดยมีการพยายามใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือสื่อสารทางเทคโนโลยีในการทุจริต รวมถึงมีการติดสินบนนักการเมือง เพื่อนำข้อสอบออกมาก่อนวันสอบจริง หรือขอเปลี่ยนสลับตัวผู้เข้าสอบ นอกจากนี้ ยังมีคนในครอบครัวให้การสนับสนุนการส่งโพยระหว่างทำการสอบด้วย การทุจริตอย่างเป็นกระบวนการ โดยมีผู้รู้เห็นเป็นใจตั้งแต่ครอบครัวของนักเรียน ตัวนักเรียน ผู้เกี่ยวข้องในสถานศึกษา ได้ปรากฏชัดเจนมากในเหตุการณ์ทุจริตครั้งนี้

     ยิ่งไปกว่านั้น  มีการทุจริตซื้อขายที่นั่งเพื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนแพทย์ โดยราคาซื้อขายในระดับปริญญาตรี อยู่ที่ 5 ล้านรูปี (ประมาณ USD 80,000) ส่วนในระดับปริญญาโทราคาซื้อขายอยู่ระหว่าง 8 ล้านรูปี ถึง 25 ล้านรูปี เช่น หลักสูตรปริญญาโท คณะรังสีวิทยา มีการขายในราคา 20 ล้านรูปี เป็นต้น

     มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุนี้ที่เป็นเช่นนี้ว่า เกิดจากการที่นักเรียนจำนวนมากในอินเดียอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ขาดการให้ความสำคัญ กับการอบรมคุณธรรมจริยธรรมขั้นพื้นฐานเท่าที่ควร และในสังคมเอง มีมุมมองต่อความสำเร็จว่า เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงของเด็กแต่ละคน ประกอบกับการสนับสนุนของครอบครัวให้นักเรียนกระทำทุจริตด้วย

     นอกจากนี้ ในรายงานผลการสอบเข้าโรงเรียนแพทย์พบว่า คนที่สอบได้และได้คะแนนสูงสุด 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนจากครอบครัวมีฐานะหรือมีอำนาจในสังคม แต่แม้ว่าจะเป็นนักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมในกลุ่มเดียวกัน ทว่า ผลการสอบไม่ได้แสดงถึงความสามารถและศักยภาพในการเรียนของนักเรียนอย่างแท้จริง เพราะ 1 ในกลุ่มคนที่ได้คะแนนสูงสุด 10 อันดับแรก ใช้เวลาเรียนเพื่อจบปริญญาตรีถึง 10 ปี ทั้งๆ ที่ควรเรียนจบภายใน 5 ปี ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และยังพบว่า แพทย์บางคนในโรงพยาบาลยังขาดทักษะ และไม่ได้รับการฝึกฝนหรือเตรียมตัวเพื่อดูแลคนไข้ได้ดีเท่าที่ควร

     ภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจกับสิ่งการทุจริตในการสอบของนักเรียนเป็นจำนวนมาก และการร่วมรู้เห็นเป็นใจทุจริตของการนักการเมืองท้องถิ่น นายกรัฐมนตรีอินเดียได้ให้สัญญาว่า จะถอนรากถอนโคนเรื่องการคอร์รัปชัน โดยการเร่งตรวจสอบ และให้ศาลสูงตรวจสอบประเด็นการทุจริตครั้งนี้ ทั้งนี้ วิธีการแก้ไขปัญหาการทุจริตที่คณะกรรมการจัดสอบได้ชี้แจงออกมาคือ ห้ามนำเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดเข้าห้องสอบ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ บูลทูธ หูฟัง ไมโครโฟน และสิ่งของอื่นๆ เช่น กระเป๋าเงิน กระเป๋าถือ กล้อง แว่นตาที่ไม่ใช่แว่นสายตา เช่น แว่นตากันลม (goggles) รวมไปถึงเครื่องประดับต่างๆ เช่น ต่างหู สร้อยคอ จี้ นาฬิกาข้อมือ

     นอกจากนี้ ยังกำหนดรูปแบบการแต่งกาย คือ เน้นเสื้อผ้าสีสว่าง ไม่มีกระดุมเม็ดใหญ่ ไม่ติดเข็มกลัดหรือตราสัญลักษณ์เครื่องหมายใดๆ และต้องใส่รองเท้าเปิด เช่น รองเท้าแตะ เพราะสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมานั้น สามารถใช้เป็นที่ซ่อนของไมโครชิพ หรือไมโครโฟนได้ หากตรวจพบจะถูกปรับ ชิ้นละ 2,000,000 รูปี มาตรการเหล่านี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการทำแบบ วัวหายแล้วล้อมคอก”  

     เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย การทุจริตโกงข้อสอบยังคงเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะทุจริตในระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือการสอบคัดเลือกข้าราชการ รูปแบบการโกงข้อสอบที่พบในไทย มีตั้งแต่การลอกข้อสอบ จดโพย จดสูตรเข้าห้องสอบ รวมไปถึงการติดสินบนเจ้าหน้าที่ เพื่อให้รับเข้าเรียน หรือการว่าจ้างให้คนอื่นเข้าสอบแทน ซึ่งในระยะหลังได้มีการใช้เครื่องมือสื่อสารประกอบการทุจริตมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกับกรณีของอินเดีย

     การทุจริตในการสอบของเด็กในวันนี้ สะท้อนถึงคุณภาพของผู้ใหญ่ในอนาคต หากผู้ปกครองและครอบครัวยอมรับการโกงของเด็กตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว ก็เท่ากับเป็นการกำลังปลูกค่านิยมที่ผิดให้แก่เด็ก เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ เขาจะโตไปพร้อมกับความเชื่อว่า การได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการโดยการทุจริตนั้นไม่ผิด หรือถึงผิดก็เป็นสิ่งที่ไม่ร้ายแรง เป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งขึ้นที่เราเห็นพ่อแม่ผู้ปกครองยินดีและสมัครใจจ่ายเงินอย่างไม่ถูกต้อง เพื่อแลกกับโอกาสทางการศึกษาของลูกหลานตนเอง


     ในวันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ ที่จะมาถึงในวันที่ 6 กันยายนนี้ สังคมไทยควรตระหนักว่า การสร้างจิตสำนึกให้กับบุคลในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ข้าราชการ หน่วยงานทางการศึกษาสถาบันการศึกษาของไทย พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ รวมถึงตัวนักเรียนนักศึกษาเอง เป็นสิ่งพื้นฐานที่ควรทำ โดยเริ่มตั้งแต่เด็ก เริ่มตั้งแต่การไม่ยอมรับว่าการโกงข้อสอบ ลอกข้อสอบ เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และควรแสดงออกเป็นการกระทำควบคู่กับมาตรการที่บังคับใช้อย่างจริงจัง ทั้งการเข้มงวดเอาจริงเอาจังในการตรวจนักเรียน

ที่มา http://share.psu.ac.th/blog/studentdiscipline/37131

สาเหตุการทุจริต

สาเหตุการทุจริต
1. เกิดจากความโลภ (Greed)
1.1 เป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ขาดหลักยึดด้านคุณธรรมจนกลายเป็นคนที่เห็นแก่ได้  มีความอยากและความไม่รู้จักเพียงพอ
1.2 การขาดปทัสฐาน (Norm) ของความเป็นบุคคลสาธารณะ ( Publice persons) ที่ต้องยึดหลักความเป็นกลางและความเป็นธรรมเป็นที่ตั้งซึ่งเป็นอุดมการณ์ของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐสมัยใหม่

2. เกิดจากมีโอกาส
 2.1  การขาดความรู้ ความเข้าใจผิด หรือถูกใช้
2.2 ความเคยชินของเจ้าหน้าที่ที่คุ้นเคยกับการที่จะได้ ค่าน้ำร้อนน้ำชา
2.3 การถูกบังคับให้รับตามบรรทัดฐานของกลุ่ม
2.4 อาศัยช่องว่างของระเบียบและตามกฎหมาย
2.5 ไม่ปฎิบัติตามกฎและระเบียบ
2.6 การทุจริตตามระบบ (Systemic) ด้านงบประมาณ  การเงินการคลังและการจัดซื้อจัดจ้าง
2.7 เกิดจากการใช้อำนาจ บารมี อิทธิพล หรือตำแหน่งหน้าที่ราชการที่มีอำนาจในการวินิจฉัย
2.8 โครงสร้างทางสังคม วัฒนธรรม  เศรษฐกิจ และการเมืองที่อ่อนแอ
2.9 โครงสร้างทางเศรษฐกิจมีการผูกขาดกลุ่มทุนขนาดใหญ่
2.10โครงสร้างทางด้านสังคมและวัฒนธรรมที่มีลักษณะเป็นแบบอุปถัมภ์ค่านิยมที่ยกย่องคนมีฐานะร่ำรวย

3. เกิดจากการขาดจริยธรรม (Ethics)
3.1 การขาดคุณธรรม จริยธรรม
3.2 การขาดเจตนาจำนงที่แน่วแน่ของฝ่ายการเมืองในการแก้ไขปัญหา และภาคการเมืองขาดความมั่นคงและต่อเนื่อง

4. เกิดจากการประเมินความเสี่ยงที่จะถูกลงโทษ (Risk)
4.1 การขาดระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและเข้มแข็ง ขาดความหลากหลายในการตรวจสอบจากภาคส่วนต่าง ๆ  โดยเฉพาะภาคประชาชนรวมถึงการทำลายระบบตรวจสอบอำนาจรัฐ
4.2 ขาดการประชาสัมพันธ์ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนทราบ
4.3 ประชาชนส่วนใหญ่มักจะเบื่อหน่าย  วางเฉย  ไม่มีปฏิกิริยาต่อพฤติกรรมการใช้

ที่มา https://blog.eduzones.com/yingmass/139845

พฤติกรรมทุจริต

     แม้เรื่องของการคอร์รัปชันจะเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่เยาวชนต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วนในประเทศไทย รวมถึงเยาวชนอยากขอให้ผู้นำประเทศซื่อสัตย์ แต่กลับพบว่าเยาวชนจำนวนมากมีพฤติกรรมทุจริตเสียเอง
              จากงานวิจัย คนไทยมอนิเตอร์ 2557 : เสียงเยาวชนไทยสำรวจความคิดเห็นจากผู้ที่มีอายุ 15-24 ปี จำนวน 4,000 คนทั่วประเทศ เกี่ยวกับ “พฤติกรรมทุจริต



  
     พบเยาวชนในสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 81 มีพฤติกรรมการทุจริตโดยให้เพื่อนลอกข้อสอบหรือลอกข้อสอบเพื่อน
              ร้อยละ 63 มีพฤติกรรมเซ็นชื่อเข้าเรียนแทนเพื่อน
              ร้อยละ 38 ซื้อหรือใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์
              ร้อยละ 18 ให้เงินตำรวจเพื่อหลีกเลี่ยงใบสั่ง
              ร้อยละ 6 มีพฤติกรรมให้สินบน
              ร้อยละ 5 มีพฤติกรรมรับสินบน
              ร้อยละ 2 ซื้อสิทธิ์ขายเสียง      

              โดยพฤติกรรมดังกล่าวมีแนวโน้มมากขึ้นเมื่อเยาวชนโตขึ้นหรืออยู่ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น เนื่องจากสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้น ยังผลให้ทัศนคติต่อพฤติกรรมต่างๆ ของเยาวชนมีความเปลี่ยนแปลงไป

ที่มา http://www.theiiat.or.th/km/newsdesc.php?n=90210152129

กฎหมายการทุจริต

     กฎหมายการทุจริตทางด้านการศึกษา ในประเทศไทยคือ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ว่าด้วยการละเมิดลิขสิทธิ์
     มาตรา 4  “วรรณกรรม”  หมายความว่า งานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทุกชนิด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คำปราศรัย สุนทรพจน์ และให้หมายความรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย

     มาตรา 6  งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่งานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ของผู้สร้างสรรค์ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบอย่างใด
            การคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คลุมถึงความคิด หรือขั้นตอน กรรมวิธีหรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์
มาตรา 27  การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 (5) ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
(1)  ทำซ้ำหรือดัดแปลง
(2)  เผยแพร่ต่อสาธารณชน
     
     มาตรา 69  ผู้ใดกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตามมาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 29      
     มาตรา 30 หรือมาตรา 52 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

            ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำเพื่อการค้า ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสี่ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงแปดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่มา http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000034459

ตัวอย่างการทุจริต

    ตัวอย่างการทุจริตทางด้านการศึกษาเท่าที่พบเห็นในประเทศไทย มีดังต่อไปนี้
1.การลอกเลียนผลงานทางวิชาการ  นักศึกษาปริญญาโทและนักศึกษาปริญญาเอก หรือผู้ที่ต้องการเลื่อนขั้น มีการลอกเลียนผลงานทางวิชาการของบุคคลอื่นไปเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์หรือเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง โดยไม่ได้อ้างอิงและไม่ได้รับอนุญาต

2.การแก้เกรด การแก้ผลการเรียน จากสอบตกเป็นสอบได้  จากเกรดน้อยเป็นเกรดมาก เพื่อให้ถึงเกณฑ์ในการสมัครงานหรือสมัครสอบ เช่น แก้เกรดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จาก 2.7 เป็น 3.5 เพื่อให้สามารถสมัครเข้าทำงานในบริษัทชั้นนำของประเทศได้ ต่อมานายจ้างตรวจสอบภายหลังจึงทราบว่ามีการแก้ไขเกรด ถือว่าลูกจ้างปกปิดประวัติและขาดคุณสมบัติจึงเลิกจ้าง

3.การทำวุฒิปลอม ไม่ได้เรียนจบแต่ไปซื้อวุฒิการศึกษาจากวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยโนเนม  ส่วนใหญ่เป็นสถาบันภาคเอกชนที่ไม่มีใครรู้จักในต่างจังหวัด หลังจากมีการซื้อขายวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยก็เลิกกิจการไป  ยากในการตรวจสอบ ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลและหน่วยงานกระทรวงศึกษาธิการไม่เข้มงวดในการติดตามสอดส่องเรื่องคุณภาพการศึกษา

4.การลอกบทความของบุคคลอื่น การลอกบทความของบุคคลอื่นมาเป็นของตนเอง หรือนำไปเขียนหนังสือขาย  อันเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติ  ของเจ้าของลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 27 มีอยู่มาก

5.การโฆษณาทางเว็บไซต์และเฟสบุ๊ค การนำบทความหรือเนื้อหาของเว็บไซต์อื่นมาใช้ในการโฆษณาในเว็บไซต์ของตนเองมีเป็นจำนวนมาก  แสดงถึงความไม่เคารพในทรัพย์สินทางปัญญาของบุคคลอื่น

6.เข้าเรียนแทน, สอบแทน, จ่ายครบจบแน่ วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่าใครๆ ก็เรียนได้ ไม่จำกัดว่าจะมีพื้นฐานอย่างไร ขอให้จ่ายเงินครบ จบการศึกษาอย่างแน่นอน การลงเวลาเรียนไม่เข้มงวด ดังสโลแกน จ่ายครบจบแน่ ส่วนจบมาแล้วจะเป็นบัณฑิตหรือเป็นอะไรนั้นอีกเรื่องหนึ่ง

7.การอนุมัติวิทยานิพนธ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิ เท่าที่ทราบไม่มีการเข้มงวดในการอนุมัติ คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ หลายมหาวิทยาลัยเพียงแต่นัดให้อาจารย์มาให้พบหน้ากับนักศึกษา เมื่อเห็นหน้ากัน แต่ไม่มีการทดสอบความรู้ว่า การจัดทำวิทยานิพนธ์ไปคิดค้นหรือค้นคว้ามาได้อย่างไร  เมื่อเห็นหน้ากันก็ลงชื่ออนุมัติ จึงวัดผลอะไรไม่ได้

8. กฎหมายการทุจริตทางด้านการศึกษา ในประเทศไทยคือ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ว่าด้วยการละเมิดลิขสิทธิ์

ที่มา http://www.myfirstbrain.com/main_view.aspx?id=60227

ทุจริตทางการศึกษา

ทุจริตทางการศึกษา

  ปัญหาด้านการทุจริตด้านการศึกษาปัจจุบันมีจำนวนมากขึ้น  อย่างกรณีที่เป็นข่าวครึกโครมในต่างประเทศ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประเทศเยอรมนี ก็ลอกเลียนวิทยานิพนธ์ของบุคคลอื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าของ ส่วนในประเทศไทยที่กำลังเป็นข่าวครึกโครม กรณี จุฬาฯ มีมติริบปริญญาเอกผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ  ฐานลอกวิทยานิพนธ์  ซึ่งปัญหาด้านการทุจริตทางด้านการศึกษายังมีกรณีการทุจริตการสอบเข้านายสิบตำรวจ ที่มีผู้เชื่อมโยงในการทุจริตมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ติวเตอร์หน้ารามคำแหง  อาจารย์ผู้สอนรู้ข้อสอบหรือรู้จักกับขบวนการโกงสอบ  ได้นำข้อสอบมาขาย  และแนะนำว่า สามารถช่วยเหลือเรื่องการสอบ เพื่อให้ผ่านการทดสอบได้

  

ที่มา http://www.kmutt.ac.th/organization/regiskmutt/exam5.php